Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

โพสท์ใน Uncategorized | 1 ความเห็น

เวลากับใจคน

 
ฉันไม่คิดแค้น และไม่เคืองอะไรเลย
คิดว่าเฉยๆ ให้เข้าใจ
เธอไม่ต้องคิดจะขอโทษเมื่อจะไป
บอกเลยฉันเข้าใจดี

เพราะว่าโลกนี้สิ่งที่เรียกว่าเวลา
ที่หมุนช้าๆ ตั้งแต่ไร
เวลามันผันเปลี่ยนหมุนเวียนและเดินไป

สิ่งใดๆ ก็เปลี่ยนแปลง

เมื่อนับวัน ความรักเธอที่เคยดี
กลับต้องมี ความหมางเมินเข้ามาแทน
ก็คงต้องยอม ให้ความเป็นจริง
และไม่มีสิทธิจะคิดกล่าวโทษใคร

ในเมื่อของทุกๆ อย่างบนโลกนี้ที่เรายืน
เวลายังทำให้เปลี่ยนไป

เหตุและผลของเวลา เปลี่ยนแปลงโลกให้เป็นไป
แล้วนับประสาอะไรกับใจคน


ฉันไม่คิดยื้อ และต้องการอะไรเลย
คิดว่าเฉยๆ ให้เข้าใจ
ฉันก็แค่ร้องและเสียใจไม่เท่าไหร่
ไม่มากมายไปกว่านี้

เมื่อนับวัน ความรักเธอที่เคยดี
กลับต้องมี ความหมางเมินเข้ามาแทน
ก็คงต้องยอม ให้ความเป็นจริง
และไม่มีสิทธิจะคิดกล่าวโทษใคร

ในเมื่อของทุกๆ อย่างบนโลกนี้ที่เรายืน
เวลายังทำให้เปลี่ยนไป
เหตุและผลของเวลา เปลี่ยนแปลงโลกให้เป็นไป
แล้วนับประสาอะไรกับใจคน

เมื่อนับวัน ความรักเธอที่เคยดี
กลับต้องมี ความหมางเมินเข้ามาแทน
ก็คงต้องยอม ให้ความเป็นจริง
และไม่มีสิทธิจะคิดกล่าวโทษใคร

ในเมื่อของทุกๆ อย่างบนโลกนี้ที่เรายืน
เวลายังทำให้เปลี่ยนไป
เหตุและผลของเวลา เปลี่ยนแปลงโลกให้เป็นไป
แล้วนับประสาอะไร

ในเมื่อของทุกๆ อย่างบนโลกนี้ที่เรายืน
เวลายังทำให้เปลี่ยนไป
เหตุและผลของเวลา เปลี่ยนแปลงโลกให้เป็นไป
แล้วนับประสาอะไรกับใจคน

โพสท์ใน เพลง | ใส่ความเห็น

ที่สูง

หนึ่งคนบนพื้น ที่ไม่อาจขัดขืนผู้ขีดชะตา
สั่งให้แพ้ตลอดมา ให้ดวงตาและใจเจอะทางตัน
หนึ่งคนที่ท้อ จนอยากที่จะพอและอยากจะถอย
ทิ้งชีวิตให้หลุดลอย จากข้างบนที่สูงเพื่อจบมัน

เคยเป็นฉันที่เคยคิดทำ ในวันที่ไหวเอน
แต่พอได้ยืนข้างบนที่สูงฉันก็ได้รู้

ว่าอยู่ยิ่งสูงยิ่งเห็น ยิ่งสูงยิ่งมองได้ไกล
และได้เห็นในมุมมองที่กว้างใหญ่
เปิดความคิดให้ใจจากสายตา
ว่าเราควรยืนมองดู อยู่เหนือหัวใจแห่งปัญหา
และจะเห็นทุกเรื่องราวไม่หนักหนา
หมื่นทางตันยังมีทางนึงให้ออกเสมอ

หนึ่งคนบนพื้น จะเจอะเจอวันคืนที่เจ็บเท่าไร
เปิดดวงตาและเปิดใจ จะไม่มีอะไรมาบั่นทอน
หนึ่งคนคนนี้ จะเจอะสิ่งไม่ดีอีกสักแค่ไหน ใช้ชีวิตอย่างเข้าใจ
ภาพข้างบนที่สูงได้สั่งสอน

จะเป็นคนไหนที่เคยคิดทำ ในวันที่ไหวเอน
แค่ลองได้ยืนข้างบนที่สูงแล้วก็จะรู้

ว่าอยู่ยิ่งสูงยิ่งเห็น ยิ่งสูงยิ่งมองได้ไกล
และได้เห็นในมุมมองที่กว้างใหญ่
เปิดความคิดให้ใจจากสายตา
ว่าเราควรยืนมองดู อยู่เหนือหัวใจแห่งปัญหา
และจะเห็นทุกเรื่องราวไม่หนักหนา
หมื่นทางตันยังมีทางนึงให้ออกเสมอ

จะเป็นคนไหนที่เคยคิดทำ ในวันที่ไหวเอน
แค่ลองได้ยืนข้างบนที่สูงแล้วก็จะรู้

ว่าอยู่ยิ่งสูงยิ่งเห็น ยิ่งสูงยิ่งมองได้ไกล
และได้เห็นในมุมมองที่กว้างใหญ่
เปิดความคิดให้ใจจากสายตา
ว่าเราควรยืนมองดู อยู่เหนือหัวใจแห่งปัญหา
และจะเห็นทุกเรื่องราวไม่หนักหนา
หมื่นทางตันยังมีทางนึงให้ออกเสมอ

หมื่นทางตันยังมีทางนึงให้ออกเสมอ..

โพสท์ใน เพลง | ใส่ความเห็น

ประชาธิปไตยของไทย อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร (ตอนจบ)

อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร ?

                                ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าอำนาจอธิปไตย เป็นโครงสร้างหรือองค์ประกอบสำคัญแห่งการดำรงอยู่ของรัฐ เป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ อำนาจอิสระที่ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ใดของรัฐแต่ละรัฐ ประเด็นต่อมาที่สำคัญเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร

                                ที่มาของคำตอบว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของใครนั้น ไม่ใช่เรื่องยากในระบอบการปกครองที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ เพราะว่าคำตอบดังกล่าวสามารถค้นพบได้ในรัฐธรรมนูญนั่นเอง

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย…” ดังนั้นเมื่อเปิดรัฐธรรมนูญไปในมาตราดังกล่าวก็จะพบคำตอบทันทีว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของผู้ใด สำหรับประเทศไทย

แต่ในทางข้อเท็จจริงปวงชน หรือประชาชนชาวไทยเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยจริงหรือไม่ เป็นอีกประเด็นหนึ่ง

ในอดีตกาลที่ผ่านมา การพิจารณาว่าแต่ละช่วงยุคสมัย อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร หรือใครเป็นเจ้าของนั้น ก็ต้องพิจารณาว่ารัฐนั้นมีลักษณะการปกครองในระบอบใด เพราะในอดีตนั้นไม่มีรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งอย่างในปัจจุบัน ดังเช่นที่ผ่านมาประเทศไทยมีการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อำนาจเด็ดขาดสูงสุด หรืออำนาจอธิปไตยอยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์ แต่ก็ยังทรงใช้พระราชอำนาจภายใต้หลักทศพิธราชธรรม หรือธรรม ๑๐ ประการ สำหรับพระราชา ในการปกครองประเทศ ทำให้พระราชอำนาจที่มีอยู่อย่างล้นพ้นของพระมหากษัตริย์ไทยแต่ละพระองค์ ยังประโยชน์สุขมาสู่ปวงชนชาวไทยทุกยุคสมัย

จนเมื่อเกิดการปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในเดือนมิถุนายน ๒๔๗๕

การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยนั้น ตามหลักการแห่งการปกครองแบบประชาธิปไตย ที่มาจากคำว่า ประชา กับคำว่า อธิปไตย คือ อำนาจสูงสุดต้องเป็นของประชาชน แต่ในระยะแรกดูเหมือนกับว่า การปกครองประเทศของไทย อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศยังคงอยู่กับกลุ่มบุคคลเพียงบางกลุ่ม ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นการปกครองแบบ คณาธิปไตย หรือบางครั้งก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มข้าราชการชั้นสูง หรือเรียกว่า อมาตยาธิปไตย

 

อำนาจอธิปไตย เป็นของ หรือ มาจาก ปวงชน

                                ประเด็นเรื่องอำนาจอธิปไตยเป็นของปวง หรืออำนาจอธิปไตยมาจากปวงชน จะไม่ใช่ปัญหา หากไม่มีผู้ที่ไม่เข้าใจเจตนารมย์ที่แท้จริงของรัฐธรรมนูญ แปลความหมายไปในทางที่มิชอบ เพื่อให้ตนเองได้อำนาจของปวงชนนั้นมาโดยทุจริต

                                นักปรัชญาที่เป็นผู้ให้กำเนิดแนวคิดอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน คือ ฌอง-ฌ๊าค รุสโซ เขาอธิบายและยืนยันว่า อำนาจไม่ได้เป็นของสังคมหรือประชาชนโดยทางอ้อม แต่เป็นโดยทางตรงทีเดียว ผู้ปกครองรับมอบอำนาจมาจากประชาชนโดยตรง ไม่มีเทพเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง นี่เอง จึงเป็นที่มาของทฤษีที่เรียกว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน

                                ตามทัศนะของรุสโซอำนาจอธิปไตยไม่สามารถจำหน่ายจ่ายโอนไปให้ผู้ใดได้ และไม่สามารถแบ่งแยกออกไปได้ และจำกัดไม่ได้ เพราะอำนาจดังกล่าวเป็นของทุกคนในประชาคมนั้น

                                ในประเทศไทยได้นำความคิดของรุสโซ ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน มากำหนดไว้ในธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ เป็นครั้งแรก จนมาถึงในฉบับปัจจุบัน ก็ยังคงใช้คำนี้อยู่

                                ความสำคัญของคำว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน เนื่องจากต้องการสื่อให้เห็นว่าอำนาจอธิปไตย หรืออำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของปวงชน คือเมื่อประชาชนเป็นเจ้าของ ย่อมชอบที่จะมอบให้กับผู้ใดเป็นตัวแทนในการใช้อำนาจนั้นก็ได้ และเมื่อไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ หรือเจตนารมณ์ที่เจ้าของอำนาจมอบให้ ก็ย่อมชอบที่จะเรียกอำนาจนั้นคืนเมื่อใดก็ได้

                                ส่วนหากมีการนำคำว่า อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชน ก็เกรงว่า ประชาชนและตัวแทนของประชาชนจะเข้าใจว่า ประชาชนได้มอบอำนาจหรือโอนอำนาจไปให้แก่ตัวแทนอย่างเด็ดขาดแล้ว ไม่สามารถเรียกคืน หรือทักท้วงอำนาจที่ตัวแทนนั้นกระทำลงไปได้ ซึ่งไม่ตรงกับทฤษฎีที่ว่า อำนาจอธิปไตยไม่สามารถจำหน่ายจ่ายโอนไปให้ผู้ใดได้ ทั้งยังผิดกับเจตนารมณ์สูงสุดของรัฐธรรมนูญอีกด้วย

 

บทสรุป

                                ที่กล่าวมาในเบื้องต้น เพื่อต้องการให้ตระหนักถึงความความสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ตัวแทนหรือนักการเมืองเป็นเพียงตัวสื่อผ่านอำนาจในทางรูปแบบเท่านั้น อำนาจสูงสุดของประชาชนไม่ใช่เพียงอยู่ในมือของประชาชนเพียงที่อยู่ในคูหาเลือกตั้งแล้วหมดสิ้นไป แต่อำนาจสูงสุดยังคงสถิตอยู่กับประธานแห่งสิทธินั้น คือ ประชาชนตลอดเวลา

                                ผู้แทนหรือนักการเมืองเป็นเพียงผู้เสนอตัวมาขอยืมอำนาจของประชาชนไปใช้แทนประชาชนเท่านั้น เมื่อใช้ไม่ถูกต้องไม่สมควร ประชาชนก็มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะเรียกคืนซึ่งสิ่งที่ตนเป็นเจ้าของโดยชอบด้วยกฎหมายทุกประการ

                                ผู้แทนควรตระหนักและรู้สำนึกว่า ตนเองไม่ใช่เจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง ต้องตั้งมั่นใช้อำนาจที่ตนได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายและศีลธรรม ความรู้สำนึกผิดชอบ

                                ที่สำคัญประชาชนต้องตระหนักว่าอำนาจเป็นของประชาชนตลอดเวลา ไม่มีผู้ใดมาริดรอนไปได้ และต้องใช้อำนาจที่มีอยู่อย่างเต็มที่ แต่ต้องไม่เดือดร้อนส่วนรวม หากทั้งสองฝ่ายเข้าใจหน้าที่อันตนพึงมีต่อส่วนรวม และประเทศชาติ เมื่อนั้นประเทศชาติก็จะดำรงอยู่

โพสท์ใน Politices | 1 ความเห็น

ประชาธิปไตยของไทย อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร?

 
 
ตอนที่ 1 (บทความฉบับเต็มตีพิมพ์ลงในวารสาร 25 ปี นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ)
 

บทนำ

                                เราได้เรียนรู้ว่า ประเทศไทยดำรงความเป็นชาติอยู่ได้ตราบจนทุกวันนี้ก็ เพราะความอุตสาหะ พากเพียรพยายามของบรรพบุรุษเราที่ทำทุกวิถีทางเพื่อการดำรงความเป็นเอกราช หรือความมีอิสรภาพของชนชาติไว้ให้เป็นมรดกสืบไปยังลูกหลานจนถึงทุกวันนี้

                                การที่บรรพบุรุษของเรารักษาเอกราชของชาติเอาไว้ มิใช่เพียงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์เท่านั้น แต่ยังมีนัยสำคัญทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์อีกด้วย เพราะความมีเอกราชของชาติไทยตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบันนั้น แสดงถึงความมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนของตนเอง ไม่ขึ้นอยู่ภายใต้คำสั่ง หรือคำบังคับบัญชาของผู้ใด คือไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศใดนั่นเอง

                                การมีอำนาจอธิปไตยของชาติไทยนั้น แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีองค์ประกอบสำคัญแห่งการเป็นรัฐอยู่ตลอดมา คือ ประเทศไทยมีสถานะเป็นรัฐมาตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน ต่างจากบางรัฐ ที่เพิ่งได้รับเอกราช หรือได้รับอำนาจอธิปไตยคืนมาสู่รัฐเพียงไม่นาน เพราะว่าเคยตกเป็นอาณานิคมของชนชาติอื่นมาก่อน ทำให้รัฐนั้นๆ ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจดำเนินการต่างๆ ได้ด้วยตัวของตัวเอง คือไม่มีอำนาจในการปกครองรัฐ

                                นอกเหนือไปจากการมีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเองแล้ว การดำรงอยู่ของรัฐต่างๆ ในปัจจุบัน ย่อมต้องพิจารณาลงไปถึงสิ่งที่สำคัญยิ่งประการหนึ่ง คือ ประชาชน หรือประชากรของรัฐนั้นๆ ว่า ตระหนักถึงคุณค่าของอำนาจอธิปไตยมากน้อยเพียงไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐที่ปกครองอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่มีประชาชน เป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ แต่หากประชาชนผู้อยู่ภายในรัฐนั้น ไม่ตระหนักว่าตนเป็นเจ้าของอำนาจ เป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน ต่างยอมตนให้ตกอยู่ภายใต้คนที่ใช้อำนาจของเรา ขึ้นไปยืนเหนือเรา โดยที่ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอันแท้จริง ไม่สนใจต่อพฤติกรรมที่ไม่ชอบธรรมดังกล่าวยังคงเพิกเฉย ยินยอมให้ผู้อื่นที่ใช้อำนาจโดยไม่ชอบธรรมนั้นกดขี่ตัวเอง ก็เท่ากับว่าประชาชนซึ่งเป็นประธานแห่งอำนาจนั้น กำลังถูกริดรอน คุกคามจากอำนาจที่ไม่เป็นธรรม และกำลังจะเสียเอกราชแห่งตนเองให้ตกภายใต้อำนาจของผู้อื่น ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่ประเทศชาติกำลังจะเสียเอกราชให้กับกลุ่มคนบางกลุ่ม

 

อำนาจอธิปไตย คืออะไร?

                                เมื่อกล่าวถึงการดำรงอยู่ของรัฐแล้ว ย่อมต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบของรัฐด้วย กล่าวคือ หากต้องพิจารณาว่าประเทศหนึ่งประเทศใด มีสถานะความเป็นรัฐหรือไม่ ต้องพิจารณาจากองค์ประกอบหรือโครงสร้างที่จะก่อให้เกิดความเป็นรัฐได้ เพราะหากขาดองค์ประกอบข้อใดไป ความเป็นรัฐก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ เปรียบเสมือนบ้านที่มีเสาไม่ครบก็ไม่อาจจะสร้างสำเร็จให้มีรูปร่างเป็นบ้านขึ้นมาได้

                               

องค์ประกอบ หรือโครงสร้างของรัฐ หรือเงื่อนไขเบื้องต้นในการเป็นรัฐ มีดังต่อไปนี้ คือ

๑.      การมีดินแดนที่แน่ชัด

๒.    การมีประชากรที่อยู่ประจำ

๓.     การมีอำนาจอธิไตย

๔.     การมีรัฐบาล

องค์ประกอบหรือโครงสร้างทั้งสี่ประการนี้ เป็นโครงสร้างทางรัฐศาสตร์ แต่มีโครงสร้างประการหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างต่อหลักนิติศาสตร์ โดยเฉพาะกฎหมายมหาชน ในเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นแม่บทในการปกครองประเทศ องค์ประกอบดังกล่าวได้แก่ อำนาจอธิปไตย

อำนาจ คือ พลังแห่งการแสดงเจตนารมณ์ ซึ่งแสดงออกมาโดยผ่านทางบุคคลต่างๆ ที่ดำเนินการปกครองกลุ่มชนกลุ่มหนึ่ง และซึ่งเปิดโอกาสให้บุคคลต่างๆ เหล่านั้นอยู่เหนือกลุ่มชน โดยอาศัยกำลังและอำนาจอันถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าอำนาจได้รับการค้ำจุนโดยกำลังเพียงอย่างเดียว อำนาจนั้นก็เป็นอำนาจโดยพฤตินัย และจะสามารถเป็นนิตินัยได้ ก็โดยความยินยอมของ ผู้อยู่ใต้ปกครอง

ในภาษาอังกฤษ คำว่า อำนาจมีสองคำคือ “Power” คือ สิทธิหรือความสามารถที่จะทำการ หรืองดเว้นทำการใดได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และอีกคำคือคำว่า “Authority” คืออำนาจที่ได้รับมอบหมายมา

อำนาจอธิปไตย (Sovereignty) คือ อำนาจซึ่งแสดงความเป็นใหญ่ ความเป็นอิสระ ความไม่ขึ้นแก่ใคร หรือต้องเชื่อฟังคำสั่งคำบัญชาของผู้ใดที่เหนือตน โดยปราศจากความยินยอมของตน หรืออาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า อำนาจอธิปไตย คือ อำนาจแห่งความเป็นอิสระ ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ใด

คำว่า อำนาจอธิปไตย นี้เพิ่งจะใช้กันในสมัยศตวรรษที่ 16 นี่เอง แต่เดิมเรียกกันว่า อำนาจสูงสุด (Supremacy) มาก่อน จึงขอให้เข้าใจว่า อำนาจอธิปไตย กับอำนาจสูงสุด คือสิ่งเดียวกัน

อำนาจอธิปไตย เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่คู่กับความเป็นรัฐเสมอมา แต่เพราะบางยุคสมัยประชาชนไม่ได้ใกล้ชิดกับอำนาจอธิปไตย จึงไม่ทราบถึงความมีอยู่แห่งอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศนั้น ยกตัวอย่างเช่น ในอดีตที่เรียกอำนาจอธิปไตยว่าอำนาจสูงสุด เราก็มักจะพบว่า อำนาจสูงสุดในการปกครองรัฐนั้นขึ้นอยู่กับกษัตริย์บ้าง หรือพระบ้าง ตามแต่ละวัฒนธรรมทางการเมืองของสังคมนั้น

จุดกำเนิดแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ประชาชนคนธรรมดาเริ่มรู้จักกับคำว่าอำนาจอธิปไตย ก็น่าจะเริ่มเมื่อมีการปฏิวัติฝรั่งเศส ในปี คริสตศักราช ๑๗๘๙ เพราะอำนาจอธิปไตย ได้เปลี่ยนแปลงจากการอยู่กับกษัตริย์ มาอยู่กับประชาชน ถึงแม้ขณะนั้นยังไม่มากเท่าที่ควรก็ตาม…

 

                                                                                                   บทความโดย ปกรณ์ ฯ

 

โปรดติดตามตอนที่ 2 (เร็วๆนี้) ถ้าไม่ลืม?

 

โพสท์ใน Politices | ใส่ความเห็น

บทความเตือนใจ

 

ไม่ยากที่จะเข้าใจ

 

ผู้คนส่วนใหญ่เห็นแก่ตัว  แต่เขามักไม่รู้ตัวถึงความเห็นแก่ตัวของเขา  มันเป็นวิถีชีวิตของผู้คนเหล่านั้น และหากเกิดรู้สึกว่าเห็นแก่ตัว  เขาจะปกปิดมันไว้อย่างระมัดระวังแล้วปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบของสังคม ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมีความเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้ง  จิตที่เห็นแก่ตัวเป็นจิตที่มากด้วยเล่ห์ลวงหากไม่แสดงออกมาอย่างอำมหิตและเปิดเผยก็จะปรากฏออกมาในหลากหลายรูปแบบ  หากคุณเป็นนักการเมือง ความเห็นแก่ตัวจะแสดงออกมาโดยการแสวงหาอำนาจ สถานภาพและความนิยมจากประชาชน ผนึกตนให้เข้ากับอุดมคติอะไรสักอย่าง อุทิศตนและทำความดีทุกอย่างเพื่อประชาชน   หากคุณเป็น     ทรราช ความเห็นแก่ตัวจะสำแดงออกมาโดยการใช้อำนาจป่าเถื่อนเพื่อให้อยู่เหนือ   หากคุณโน้มไปทางศาสนา ความเห็นแก่ตัวจะแสดงออกในรูปแบบของศรัทธา  การอุทิศตน  การยึดมั่นในความเชื่อหรือลัทธิคัมภีร์บางอย่าง  ความเห็นแก่ตัวปรากฏอยู่ในครอบครัวด้วยเช่นกัน  พ่อถูกผลักไสด้วยความเห็นแก่ตัวของตนเองตลอดชีวิตเช่นเดียวกับแม่  เพื่อชื่อเสียง  ความร่ำรวย  ความมีหน้ามีตาเป็นพื้นฐาน  ซึ่งทำให้กระบวนการอันซ่อนเร้นของอัตตาเคลื่อนตัว   ความเห็นแก่ตัวมีอยู่ในโครงสร้างทางอำนาจของเหล่านักบวช  แม้เขาจะประกาศว่ารักพระเจ้าสักปานใด เขารู้สึกแนบแน่นอยู่ในมโนภาพของเหล่าทวยเทพที่อัตตาของเขาเสกสร้างขึ้น   ผู้นำทางอุตสาหกรรมและพวกเสมียนที่ยากจนทำให้เกิดความลำพองของตัวตนและมึนเมาในแรงกำหนัดแห่งอัตตา  นักบวชที่สละวิถีทางของโลกอาจจะเร่ร่อนรอนแรมไปทั่วโลกหรือกักขังตนไว้ในอาราม   แต่ก็หาได้ละทิ้งกระบวนการอันมิรู้สิ้นสุดของอัตตาไม่  เขาอาจจะเปลี่ยนชื่อใหม่  สวมใส่จีวร  ถือพรหมจรรย์และปิดวาจา  แต่ภายในของเขาถูกแผดเผาด้วยแนวคิด  มโนภาพ  หรือสัญลักษณ์บางอย่าง

ทำนองเดียวกันกับ  นักวิทยาศาสตร์  นักปรัชญาและศาสตราจารย์ตามมหาวิทยาลัย  ผู้ทำความดีทั้งหลาย  นักบุญและคุรุ  หญิงชายที่ทำงานสงเคราะห์ผู้ยากไร้โดยไม่หยุดหย่อน  ผู้คนทั้งหมดนี้พยายามที่จะลืมตัวตนโดยผ่านงาน  แต่งานก็เป็นส่วนหนึ่งของการแผ่ขยายอัตตา  เขาส่งผ่านตัวตนไปยังการทำงาน  ตัวตนเกิดขึ้นในวัยเด็กและสืบเนื่องไปจนแก่เฒ่า อหังการในความรู้  การอ่อนน้อมถ่อมตนของผู้นำ  การยอมสยบตนต่อภรรยาหรือสามีผู้อยู่เหนือกว่า   ทุกคนมีเชื้อของอัตตา  มีตัวตนที่ยึดมั่นอยู่กับรัฐ  กับการรวมกลุ่มร่วมกับแนวความคิดและบทบาทต่างๆ อันไม่รู้จักจบสิ้น   แต่อัตตายังคงเป็นอยู่อย่างที่มันเป็นตั้งแต่ต้น

มนุษย์ได้ทดลองฝึกฝนตามแบบแผนและแนวปฏิบัติต่างๆ ใช้กรรมวิธีหลายอย่าง  ทำสมาธิเพื่อเป็นอิสระจากศูนย์กลางนี้  ซึ่งเป็นสาเหตุของความทุกข์ระทม  และความสับสน  แต่มันดุจดังเงาไม่เคยจับเอาไว้ได้เลย  อัตตายังอยู่ที่นั่นตลอดเวลา  มันเล็ดลอดดอดหนีผ่านซอกนิ้วมือ  ผ่านจิตของคุณออกไป  บางครั้งเข้มแข็ง  บางคราอ่อนแอเป็นไปตามสถานการณ์  คุณทำให้มันจนมุมที่นี่แต่มันกลับไปโผล่ที่โน้น

 

 

                                                                                           กฤษณมูรติ

(จากหนังสือ จดหมายถึงโรงเรียน) 

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

…และแล้วตูก็โดนจนได้…

BlOg TAG
!!!จ๊าก…จ๊าก…จ๊าก!!!
โดนเข้าแล้วเรา
 
          เข้าไปอ่าน Blog ของคนอื่นมานาน เห็น Tag ก็เยอะแยะ ไม่คิดว่าวันนึงจะโดนเข้าเอง แต่อย่างไงโดนแล้วเราก็จะทำให้ดีที่สุดแล้วกัน… ฮือๆๆๆๆ
 
          Special Thanks ——> น้องนนท์  นนทรัฐ บำรุงเกียรติ์
                                   เพื่อนรัก(หักเหลี่ยมโหด) สมัยเรียนประถม ไม่เจอกันนาน พอคุยกันอีกทีก็ TAG เราซะงั้น (ซวยจริงๆ)
                            แต่ก็ขอบคุณครับที่ไม่ลืมเพื่อนคนนี้
 
          Blog TAG คืออะไร และ กติกามีอยู่ว่าอย่างไรนะหรือ
                ** Blog TaG ก็เปรียบเสมือนการเขียนจดหมายลูกโซ่แหละครับ แต่คนที่จะรับ TAG ของเรา เราก็กำหนดเอาเองเลย 5 คน และคนที่ได้รับ 5 คนนั้นก็จะต้องเขียน BloG Tag ต่อๆไป ให้เพื่อนคนอื่นๆ โดยห้ามส่งกลับไปหาคนที่ส่งให้เรา (ไม่งั้นก็กลายเป็นวงกลมในที่สุด)
                ** เรื่องที่เขียนเป็น BloG TaG ก็เรื่องที่เป็นส่วนตั๊ว ส่วนตัว หรือที่ไม่ค่อยมีคนรู้อ่ะ 5 เรื่องน่ะครับ
                ** ที่สำคัญอย่าลืมบอกด้วยล่ะว่าเราโดน TaG มาจากใคร และเราจะ TaG ใครต่อไป 555…
                ** บอกกติกาคนที่โดน TaG ด้วยนะครับ
 
             ————————————————————————————————
 
         เรื่องส่วนตั๊ว ส่วนตัว 5 เรื่องนี้ ก็มีแต่เรื่องดีๆ ทั้งน้าน เพราะว่าเป็นคนดี มีสมบัติผู้ดีสูง เลยไม่ค่อยมีไรเปิ่นๆ ต้องขอโทษด้วยนะครับ….
 
            1. ตอน ม.3 เคยประกวดมารยาทไทยของโรงเรียนด้วย แต่ตกรอบว่ะ มาได้ที่ 3 ก็ตอน ม.4 อิอิ และ ม.5 ม.6 ก็เลิกประกวดไปเลย เพราะกลายเป็นมารยาททรามไปซะแล้ว เลยไม่ได้รับคัดเลือก…. (อันนี้เป็นเรื่องดีๆ ที่อยากจะอวด)
 
         2. ตอน ม.3 ใส่ชุดลูกเสือ หกล้มหน้าแสตนเชียร์กางเกงเป้าขาดเลยเยอะด้วย ดีที่เป็นตอนโรงเรียนเลิก หมดสนุกต้องนั่งจนคนกลับบ้านกันไปเกือบหมดโรงเรียนแล้ว ค่อยเดินหนีบๆ ไปหน้าโรงเรียน และก็ขึ้นแท็กซี่กลับบ้าน เพราะคงก้าวขึ้นรถเมล์ไม่ได้แน่ๆ และวันนั้นเพื่อนๆ แม่งก็ดันหายหัวกลับบ้านกันไปตั้งแต่โรงเรียนเลิก ไม่มีเพื่อนอยู่เลยซักกะคน ทั้งที่ทุกวันก็อยู่กันจนเย็น…ซวยจริงๆ
 
         3. ตอน ม.4 ไปเข้าห้องน้ำยืนฉี่ที่โถฉี่อยู่ดีๆ ตอนกดน้ำทำความสะอาด ท่อข้างล่างแม่งดันรั่ว (เรียกว่าแตกก็ได้นะ) รองเท้างี้ เปียกไปหมดเลย เซ็งเลย ต้องอยู่โรงเรียนไปอีก 3 ชั่วโมง เพราะเพิ่งจะเที่ยง กลับบ้านไปแทบจะโยนรองเท้าทิ้ง เหตุการณ์นี้ดีที่ห้องน้ำไม่มีคน มีเพื่อนที่ไปด้วยกันรู้คนเดียว ตอนนี้ฆ่าปิดปากไปแล้ว (อิอิ … ล้อเล่นๆ)
 
         4. ไปอบรมกับ กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน) ที่นครเวียงจันทน์ ประเทศลาว เกือบเอาชีวิตไปทิ้งซะแล้ว เพราะข้ามถนนแล้วรถจะชนตาย ที่ประเทศไทยเวลาข้ามถนนต้องมองทางขวาก่อน (รถพวงมาลัยขวา) แต่ที่ลาวต้องมองทางซ้ายก่อน (รถพวงมาลัยอยู่ทางด้านซ้าย) ตอนข้ามที่เวียงจันทน์ ดันไปมองขวาก่อนตามที่เคยชิน ปรากฎว่ารถมาทางด้านซ้าย เกือบตายแล้ว… อย่างงี้ไม่เรียก "ลาวโคตร" หรือ "โคตรลาว" แล้ว ต้องเรียกว่า "โคตรไทยเลย" ไปทำเปิ่นในบ้านเมืองเค้า แต่อยากบอกว่าคนลาวน่ารักมาก หลังจากกลับตอนนี้อ่าน-ฟัง-พูดลาวได้คล่องเลย แต่เขียนยังไม่ได้นะ จะพยายามต่อไป…
 
         5. ตอนเทอมสอง ปี3 เดินงงๆ เข้าไปในห้องพักอาจารย์ของคณะฯ คณบดีทาบทามให้เป็นประธานคณะฯ ซะงั้น เพราะเพื่อนที่เป็นประธานคนเก่าลาออก  มานั่งคิด 2 ชั่วโมงไม่รู้อะไรดลใจตกปากรับคำคณบดีเฉยเลย ขอระบายซะเลยว่าไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ เพราะคนอื่นๆที่ไม่รู้เรื่องคิดว่า เราไปขอคณบดีเป็นหรือเป็นเด็กเส้นคณบดี แต่จริงๆแล้วเคยมีประสบการณ์ทำงานกิจกรรมอยู่บ้างตอนมัธยม เลยอยากจะลองทำอะไรเป็นประโยชน์ให้คณะดูบ้าง เพราะที่ผ่านมาไม่ค่อยจะได้ทำอะไรเท่าไหร่เพื่อคณะ ทำงานได้ซัก 3-4 เดือน อธิการบดีก็เซ็นต์หนังสือแต่งตั้งแล้ว เข็มประธานคณะก็รับแล้ว ตัดสินใจลาออก…. บอกตรงๆว่าตัวเราลำบากไม่เท่าไหร่ แต่สงสารคนที่ทำงานกับเราต้องมารับเคราะห์แทน เพราะมีคนวงในปากดี คอยยุงแยงตะแคงรั่วให้เกิดความวุ่นวายกันเองในหมู่คณะ เพราะคงอิจฉาตาร้อนคนอื่นที่ได้ดีกว่าตัว… ให้มันรู้ว่าถึงกูลาออกมึงก็ไม่ได้เป็นหรอกโว้ย…เหตุการณ์นี้ทำให้รู้ว่าใครคือมิตร ใครคือศัตรู แต่ต้องขอโทษเพื่อนที่เราเข้าใจผิด ขอโทษรุ่นน้องที่พี่ด่วนตัดสินใจ ขอบคุณประธานคณะคนใหม่ที่อุตส่าห์เสียสละรับตำแหน่งแทน และยังให้เราเป็นประธานฝ่ายวิชาการต่อ  และก็เราได้อโหสิกรรมให้คนที่สร้างความแตกแยกแล้ว…ไม่โกรธกันอีกต่อไป…สาธุ สาธุ… บาปกรรมตามสนองแล้ว และที่สำคัญต้องขอบคุณกรรมการสมัยเราทุกคนที่พยายามทำงานกันอย่างสุดความสามารถ ถึงแม้จะมีอุปสรรค์มากมาย และบางคนยังเสียสละรับตำแหน่งต่อในสมัยประธานคนใหม่ต่อจากเราด้วย 
             และท้ายสุดจริงๆ กราบขออภัยคณบดี และอาจารย์ที่ปรึกษาที่ผมไม่สามารถดำเนินงานต่อไปตามที่อาจารย์คาดหวัง แต่ผมก็ได้ทำงานในฐานะประธานฝ่ายวิชาการอย่างเต็มที่แล้วครับ
 
         ————————- จบแล้ว —————————
 
ใครกันเน้อ คือ 5 คนผู้โชคดี
คนแรก —>  คุณพี่กี้ร์ (นาธาน) เพื่อนที่ทำงานเพื่อมวลชลอยู่กระบี่ เข้ามาอ่านก็เขียนด้วยนะครับ
คนที่สอง —> น้องรัก TOP เพื่อนรุ่นน้องที่เอยูเอ  อ่านแล้วต้องเขียนนะครับ
คนที่สาม —> น้องรัก ฮง เพื่อนรุ่นน้องร่วมสถาบันเอยูเอ เขียนเรื่องหนุกๆให้พี่อ่านมั่งนะน้อง
คนที่สี่ —> คุณนัท (นัด-สุ-พา)   คุณโดนเข้าแล้วขอแสดงความยินดีด้วย…อิอิ
คนสุดท้าย ——> เพื่อนจุ๊บ…แห่งเกาะนิวซีแลนด์…. เขียนด้วยนะจ๊ะ
 
 
——> คนที่ไม่มีชื่ออย่าน้อยใจนะ พยายามเลือกคนที่น่าจะเขียน BloG และสะดวกจะเขียนที่สุดแล้ว <——
โพสท์ใน Uncategorized | 9 ความเห็น