ประชาธิปไตยของไทย อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร (ตอนจบ)

อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร ?

                                ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าอำนาจอธิปไตย เป็นโครงสร้างหรือองค์ประกอบสำคัญแห่งการดำรงอยู่ของรัฐ เป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ อำนาจอิสระที่ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ใดของรัฐแต่ละรัฐ ประเด็นต่อมาที่สำคัญเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร

                                ที่มาของคำตอบว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของใครนั้น ไม่ใช่เรื่องยากในระบอบการปกครองที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ เพราะว่าคำตอบดังกล่าวสามารถค้นพบได้ในรัฐธรรมนูญนั่นเอง

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย…” ดังนั้นเมื่อเปิดรัฐธรรมนูญไปในมาตราดังกล่าวก็จะพบคำตอบทันทีว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของผู้ใด สำหรับประเทศไทย

แต่ในทางข้อเท็จจริงปวงชน หรือประชาชนชาวไทยเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยจริงหรือไม่ เป็นอีกประเด็นหนึ่ง

ในอดีตกาลที่ผ่านมา การพิจารณาว่าแต่ละช่วงยุคสมัย อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร หรือใครเป็นเจ้าของนั้น ก็ต้องพิจารณาว่ารัฐนั้นมีลักษณะการปกครองในระบอบใด เพราะในอดีตนั้นไม่มีรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งอย่างในปัจจุบัน ดังเช่นที่ผ่านมาประเทศไทยมีการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อำนาจเด็ดขาดสูงสุด หรืออำนาจอธิปไตยอยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์ แต่ก็ยังทรงใช้พระราชอำนาจภายใต้หลักทศพิธราชธรรม หรือธรรม ๑๐ ประการ สำหรับพระราชา ในการปกครองประเทศ ทำให้พระราชอำนาจที่มีอยู่อย่างล้นพ้นของพระมหากษัตริย์ไทยแต่ละพระองค์ ยังประโยชน์สุขมาสู่ปวงชนชาวไทยทุกยุคสมัย

จนเมื่อเกิดการปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในเดือนมิถุนายน ๒๔๗๕

การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยนั้น ตามหลักการแห่งการปกครองแบบประชาธิปไตย ที่มาจากคำว่า ประชา กับคำว่า อธิปไตย คือ อำนาจสูงสุดต้องเป็นของประชาชน แต่ในระยะแรกดูเหมือนกับว่า การปกครองประเทศของไทย อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศยังคงอยู่กับกลุ่มบุคคลเพียงบางกลุ่ม ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นการปกครองแบบ คณาธิปไตย หรือบางครั้งก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มข้าราชการชั้นสูง หรือเรียกว่า อมาตยาธิปไตย

 

อำนาจอธิปไตย เป็นของ หรือ มาจาก ปวงชน

                                ประเด็นเรื่องอำนาจอธิปไตยเป็นของปวง หรืออำนาจอธิปไตยมาจากปวงชน จะไม่ใช่ปัญหา หากไม่มีผู้ที่ไม่เข้าใจเจตนารมย์ที่แท้จริงของรัฐธรรมนูญ แปลความหมายไปในทางที่มิชอบ เพื่อให้ตนเองได้อำนาจของปวงชนนั้นมาโดยทุจริต

                                นักปรัชญาที่เป็นผู้ให้กำเนิดแนวคิดอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน คือ ฌอง-ฌ๊าค รุสโซ เขาอธิบายและยืนยันว่า อำนาจไม่ได้เป็นของสังคมหรือประชาชนโดยทางอ้อม แต่เป็นโดยทางตรงทีเดียว ผู้ปกครองรับมอบอำนาจมาจากประชาชนโดยตรง ไม่มีเทพเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง นี่เอง จึงเป็นที่มาของทฤษีที่เรียกว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน

                                ตามทัศนะของรุสโซอำนาจอธิปไตยไม่สามารถจำหน่ายจ่ายโอนไปให้ผู้ใดได้ และไม่สามารถแบ่งแยกออกไปได้ และจำกัดไม่ได้ เพราะอำนาจดังกล่าวเป็นของทุกคนในประชาคมนั้น

                                ในประเทศไทยได้นำความคิดของรุสโซ ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน มากำหนดไว้ในธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ เป็นครั้งแรก จนมาถึงในฉบับปัจจุบัน ก็ยังคงใช้คำนี้อยู่

                                ความสำคัญของคำว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน เนื่องจากต้องการสื่อให้เห็นว่าอำนาจอธิปไตย หรืออำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของปวงชน คือเมื่อประชาชนเป็นเจ้าของ ย่อมชอบที่จะมอบให้กับผู้ใดเป็นตัวแทนในการใช้อำนาจนั้นก็ได้ และเมื่อไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ หรือเจตนารมณ์ที่เจ้าของอำนาจมอบให้ ก็ย่อมชอบที่จะเรียกอำนาจนั้นคืนเมื่อใดก็ได้

                                ส่วนหากมีการนำคำว่า อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชน ก็เกรงว่า ประชาชนและตัวแทนของประชาชนจะเข้าใจว่า ประชาชนได้มอบอำนาจหรือโอนอำนาจไปให้แก่ตัวแทนอย่างเด็ดขาดแล้ว ไม่สามารถเรียกคืน หรือทักท้วงอำนาจที่ตัวแทนนั้นกระทำลงไปได้ ซึ่งไม่ตรงกับทฤษฎีที่ว่า อำนาจอธิปไตยไม่สามารถจำหน่ายจ่ายโอนไปให้ผู้ใดได้ ทั้งยังผิดกับเจตนารมณ์สูงสุดของรัฐธรรมนูญอีกด้วย

 

บทสรุป

                                ที่กล่าวมาในเบื้องต้น เพื่อต้องการให้ตระหนักถึงความความสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ตัวแทนหรือนักการเมืองเป็นเพียงตัวสื่อผ่านอำนาจในทางรูปแบบเท่านั้น อำนาจสูงสุดของประชาชนไม่ใช่เพียงอยู่ในมือของประชาชนเพียงที่อยู่ในคูหาเลือกตั้งแล้วหมดสิ้นไป แต่อำนาจสูงสุดยังคงสถิตอยู่กับประธานแห่งสิทธินั้น คือ ประชาชนตลอดเวลา

                                ผู้แทนหรือนักการเมืองเป็นเพียงผู้เสนอตัวมาขอยืมอำนาจของประชาชนไปใช้แทนประชาชนเท่านั้น เมื่อใช้ไม่ถูกต้องไม่สมควร ประชาชนก็มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะเรียกคืนซึ่งสิ่งที่ตนเป็นเจ้าของโดยชอบด้วยกฎหมายทุกประการ

                                ผู้แทนควรตระหนักและรู้สำนึกว่า ตนเองไม่ใช่เจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง ต้องตั้งมั่นใช้อำนาจที่ตนได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายและศีลธรรม ความรู้สำนึกผิดชอบ

                                ที่สำคัญประชาชนต้องตระหนักว่าอำนาจเป็นของประชาชนตลอดเวลา ไม่มีผู้ใดมาริดรอนไปได้ และต้องใช้อำนาจที่มีอยู่อย่างเต็มที่ แต่ต้องไม่เดือดร้อนส่วนรวม หากทั้งสองฝ่ายเข้าใจหน้าที่อันตนพึงมีต่อส่วนรวม และประเทศชาติ เมื่อนั้นประเทศชาติก็จะดำรงอยู่

About these ads
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Politices คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

1 ตอบกลับที่ ประชาธิปไตยของไทย อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร (ตอนจบ)

  1. Pisut พูดว่า:

    อืมมสบายดีแต่ตอนนี้อึดอัดอะ อ้วนขึ้น 55
    คิดถึงมึงนะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s